
โรงงานผลิตรถยนต์ บีวายดี ประเทศไทย ใช้เงินลงทุนไปแล้วกว่า 35,000 ล้านบาท จ้างแรงงานแล้วกว่า 6,000 คน 95% เป็นแรงงานไทย ใช้ชิ้นส่วนในประเทศเกือบ 50% จากผู้ผลิตวัสดุและชิ้นส่วนภายในประเทศจำนวน 125 ราย พร้อมตั้งฐานการผลิตแบตเตอรี่ PACK แห่งแรกของบีวายดีนอกประเทศจีน กำลังการผลิตรวมสูงสุด 150,000 ชุดต่อปี
บีวายดี ประเทศไทย ใช้เวลาตั้งแต่เริ่มก่อสร้างโรงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย พร้อมติดตั้งเครื่องมืออุปกรณ์ทันสมัยราว 2 ปีตั้งแต่ 2565 และเริ่มส่งรถยนต์ BYD รุ่น DOLPHIN คันแรกออกจากสายการผลิตเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 จนเมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมารถยนต์ BYD รุ่น ATTO 3 คันที่ 100,000 ถูกส่งออกจากสายการผลิตแห่งนี้อีกครั้ง
สำหรับโรงงานผลิตรถยนต์ของ BYD ในประเทศไทย ถือว่ามีความสมบูรณ์ครบถ้วยในกระบวนการผลิตรถยนต์ตั้งแต่ขี้นตอนการขึ้นรูป หรือ Stamping ตัวถัง ไปจนถึงการประกอบตัวรถทั้งคัน ด้วยกำลังการผลิตปีละ 150,000 คัน ผลิตรถยนต์ BYD 5 รุ่นประกอบด้วย DOLPHIN,ATTO 3, SEAL 5 DM-i, SEALION 5 DM-i และSEALION 6 DM-I ซึ่งไลน์ผลิตสามารถสลับรุ่นผลิตได้อย่างคล่องตัว
โรงงานผลิตรถยนต์แห่งนี้ ประกอบด้วย 6 ส่วนสำคัญได้แก่ โรงงานปั๊มขึ้นรูป หรือ Stamping รองรับการผลิตเป็นจำนวนมาก (Mass Production) มียอดการจัดส่งอยู่ที่ 6,000 ชุดรถต่อเดือน ครอบคลุมทั้งในงานส่วน การขึ้นรูปลึก (Drawing), การเจาะรู (Punching), การพับขอบ (Flanging), และ การปรับรูปทรง (Restriking/Trimming) ใช้เครื่องจักรใหญ่ทันสมัยอย่างเครื่องปั๊มขึ้นรูปอัตโนมัติขนาดใหญ่แรงกด 7,900 ตัน, เครื่องทดลองแม่พิมพ์ (Tryout Press) ขนาด 2,500 ตัน และ คลังเก็บอุปกรณ์จับชิ้นงานแบบอัตโนมัติ
ส่วนต่อมาคือ โรงงานพ่นสี หรือ Automotive Paint Shop ด้วยกระบวนการพ่นสีแบบน้ำ 3C2B ห้องพ่นสีแบบแห้งรุ่นใหม่ และเทคโนโลยีการเผาที่อุณหภูมิสูง RTO เพื่อบําบัดและลดการปล่อยก๊าซ VOC ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการอบ จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีคุณภาพกระบวนการพ่นสีอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ขั้นตอนการทำความสะอาดและการเคลือบสีกันสนิมตัวถังรถยนต์ (PT/ED), การทากาวภายในและการทากาวที่ด้านล่างของตัวรถ โดยหุ่นยนต์อัตโนมัติทั้งหมด 19 ตัว, กระบวนการพ่นสีรองพื้นและสีจริงเป็นแบบอัตโนมัติ โดยใช้หุ่นยนต์ทั้งหมด 64 ตัว และ มีพนักงานฝ่ายผลิตผู้เชี่ยวชาญ คอยตรวจสอบข้อบกพร่องของฟิล์มสีแต่ละชั้น
ส่วนที่ 3 คือ โรงงานเชื่อม หรือ Welding Factory ใช้โครงสร้างสองชั้นเพื่อการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ มีสายการผลิตทั้งหมด 20 สาย และสถานีการผลิตทั้งหมด 200 สถานี มาพร้อมกับหุ่นยนต์ที่ทันสมัยมากถึง 520 ตัวในสายการผลิต ปัจจุบันโรงงานเชื่อมแห่งนี้มีพนักงานมากกว่า 600 คน ประกอบด้วยพนักงานสัญชาติไทยราว 98% ด้วยการออกแบบสายการประกอบให้มีความยืดหยุ่น โรงงานเชื่อม บีวายดี ประเทศไทย จึงสามารถประกอบรถได้มากถึง 10 รุ่น และมีกำลังการผลิตมากถึง 45 คันต่อชั่วโมง

อีกหนึ่งส่วนสำคัญคือ โรงงานแบตเตอรี่ หรือ Blade Battery Production Plant ฐานการผลิตแบตเตอรี่ PACK แห่งแรกของบีวายดีนอกประเทศจีน มีทั้งหมด 3 สายการผลิต และมีกำลังการผลิตรวมสูงสุด 150,000 ชุดต่อปี รองรับรถยนต์พลังงานใหม่ได้ถึง 150,000 คันต่อปี พร้อมรองรับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โรงงานผลิตสายไฟรถยนต์ หรือ Wire Harness ซี่งเริ่มดำเนินการผลิตตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 ปัจจุบันมีกำลังการผลิตประมาณ 6,500 ชุดต่อเดือน รองรับรถยนต์ทั้งหมด 5 รุ่น ได้แก่ ATTO 3, Dolphin, Seal, Sealion และ ATTO มีพนักงานสัญชาติไทยราว 99.3% ใช้แนวทางการบริหารแบบ China-Thai Integration และการพัฒนาบุคลากรไทย ให้สามารถรับผิดชอบงานบริหารได้มากขึ้น เพื่อก้าวไปสู่การเป็น องค์กรท้องถิ่นอย่างแท้จริง ด้านกำลังการผลิตสูงสุดทำได้ประมาณ 10,000 ชุดต่อเดือน ดำเนินงานอย่างแม่นยำด้วยเครื่องจักรอัตโนมัตินานาชนิด พร้อมตรวจสอบการดำเนินงานด้วยนวัตกรรม Monitor Board และระบบ MES ในการติดตาม UPH และ Ranking ของเครื่องจักรแบบ Real-time

และส่วนสุดท้ายคือ โรงงประกอบรถยนต์ นำโครงรถและชิ้นส่วนต่างๆ ทั้งเครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า ช่วงล่าง โครงสร้างภายใน จนถึงล้อ มาประกอบกัน การทำงานแบบร่วมกันระหว่างแรงงานคน และเครื่องจักรอันทันสมัย จนถึงขั้นตอนสุดท้ายการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ทั้งคันก่อนส่งมอบรถออกจากสายผลิต
ทั้งนี้นายเบนสัน เคอ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทฯ ได้พัฒนาความร่วมมือกับผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายชิ้นส่วนในประเทศไทยแล้วกว่า 266 ราย โดยเป็นผู้ผลิตวัสดุและชิ้นส่วนภายในประเทศจำนวน 125 ราย พร้อมดำเนินการรับรองชิ้นส่วนตามมาตรฐาน TAI แล้วกว่า 1,090 รายการ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และเสริมสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ในประเทศไทยให้มีความแข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น
ด้านนายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ พันธมิตรธุรกิจ BYD ในประเทศไทย ในผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ บีวายดี และ เดนซ่า อย่างเป็นทางการในประเทศไทย กล่าวถึงนโยบายการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นำเข้าทั้งคันหรือ CBU ว่า ภาพรวมเห็นด้วยกับนโยบายนี้ เพราะเป็นการช่วยปกป้องอุตสาหกรรม และธุรกิจรถยนต์ในประเทศ โรงงานผลิตรถยนต์ BYD ในประเทศไทย มีส่วนสำคัญในการขยายตลาดรถยนต์บีวายดี หลังจากนี้อย่างมาก
อย่างไรก็ตามภายใต้การทำตลาดทั้ง 2 แบรนด์ ยังมีรถยนต์อีกหลายรุ่น ยังทำตลาดในแบบ CBU ซี่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบในการปรับเพิ่มภาษีของรัฐบาลครั้งนี้ ทำให้ทั้ง บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด และเรเว่ ออโตโมทีฟ ต้องทำงานร่วมกันในเรื่องแผนการตลาดสำหรับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ที่ไม่ได้ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะการเพิ่มไลน์ผลิตรถยนต์รุ่นอื่นๆ ของโรงงาน BYD ในประเทศไทย แห่งนี้



